10 สถานที่ท่องเที่ยวแดนอีสาน ต้องไปเยือนสักครั้ง
1.ทุ่งดอกกระเจียว
ที่อยู่ : อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ
ทุ่งดอกกระเจียว อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวอยากจะไปเยือน โดยเฉพาะที่ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม และ อุทยานแห่งชาติไทรทอง ที่มีดอกกระเจียวสีชมพูสวยงามบานเต็มทุ่ง
2.ภูกระดึง
ที่อยู่ : อ.ภูกระดึง จ.เลย
ครั้งหนึ่งในชีวิตเราคือผู้พิชิตภูกระดึง ข้อความนี้คงมีความหมายกับใครหลายๆ คนไม่น้อย เพราะนี่หมายถึงความสำเร็จของการก้าวเดินแต่ละก้าวจนได้มาถึงพื้นที่บนสุด ของภูกระดึง ภูกระดึงชื่อนี้มีความหมายว่า ระฆังใหญ่ และถ้ามองจากภาพถ่ายทางอากาศจะเห็นภูรูปหัวใจชัดเจน เสน่ห์ของภูกระดึงอาจอยู่ที่ซำแต่ละซำที่เปรียบเหมือนขั้นบันไดแต่ละขั้น ซึ่งเหล่าผู้พิชิตต้องผ่านไปให้ได้ เพื่อสัมผัสกับธรรมชาติทั้งป่าสน ต้นเมเปิ้ล เหล่าพรรณไม้นานา น้ำตก วิวทิวทัศน์ที่จุดชมวิวตามผาต่างๆ และส่วนที่ขาดไม่ได้ของเหล่าผู้พิชิตก็คือการได้ทักทายแสงแรกของสุริยาและบอกลาแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์ ท่ามกลางทะเลหมอกกว้างสุดลูกหูลูกตาบนขุนเขารูปหัวใจแห่งนี้อุทยานแห่งชาติภูกระดึง มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลยประกอบด้วยภูเขาที่มีธรรมชาติอันสวยสดงดงามมีเนื้อที่ประมาณ 348.12 ตารางกิโลเมตร หรือ 217,576.25 ไร่
ภูกระดึง จะปิดฤดูการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน -30 กันยายนของทุกปี และเปิดฤดูการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม - 31 พฤษภาคมของทุกปี
3.ปราสาทหินพนมรุ้ง (อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง)
ที่อยู่ : ต.ตาเป็ก อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์
ปราสาทหินพนมรุ้ง ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้ง ตัวปราสาทสร้างด้วยหินสีชมพูและศิลาแลงสูงประมาณ 200เมตร (คำว่า "พนมรุ้ง" เป็นภาษาเขมรแปลว่า "ภูเขาใหญ่") ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย มีการบูรณะก่อสร้างต่อเนื่องกันมาหลายสมัย จนในพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7แห่งอาณาจักรขอมได้ดัดแปลงเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา เมื่อขอมเสื่อมอำนาจปราสาทเขาพนมรุ้งถูกปล่อยให้รกร้าง ต่อมากรมศิลปากรได้บูรณะขึ้นใหม่ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯได้ทรงเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ 21 พค.2531
4.สามพันโบก (แกรนด์แคนยอนเมืองสยาม)
ที่อยู่ : อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี
สามพันโบก (แกรนด์แคนยอนเมืองสยาม) อีกหนึ่งของขวัญจากธรรมชาติ ที่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ เพราะที่นี่คือแก่งหินขนาดใหญ่ใต้ลำน้ำโขงซึ่งช่วงฤดูน้ำหลากแก่งหินนี้จะจมอยู่ใต้น้ำ และถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนกลายเป็นแอ่งน้ำน้อยใหญ่ จำนวนมากกว่า 3,000 แอ่ง หรือ 3 พันโบก ซึ่งโบกแปลว่าแอ่งเช่นกัน ที่นี่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด ในลำน้ำโขงตามธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุด เพราะมีระบบนิเวศน์ที่สมดุลย์ แต่เมื่อถึงหน้าแล้ง สามพันโบกจะโผล่พ้นน้ำ เผยให้ผู้คนได้เห็นถึงความงามที่ซ่อนไว้มานานนับหลายเดือน ด้วยรูปร่างที่คล้ายภูเขาหินกลางลำน้ำโขง มีศิลปะจากธรรมชาติ ที่แสดงออกผ่านรูปร่างของแอ่งแต่ละแอ่ง ดูแล้วน่าตื่นตาตื่นใจมากค่ะ
5.เชียงคาน
ที่อยู่ : อ.เชียงคาน จ.เลย
เมืองเชียงคาน ในปัจจุบันเป็นเมืองโบราณเก่าแก่ในสายตาของนักท่องเที่ยว เป็นชุมชนที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาได้ยาวนานกว่า 100 ปี ซึ่งเพิ่งจะมีการจัดงานฉลอง 100 ปี เชียงคาน เมืองโบราณ ริมฝั่งโขง ไปเมื่อวันที่ 4-6 ธันวาคม 2552 เพื่อเป็นการอนุรักษ์ความเป็นเอกลักษณ์ให้คงอยู่สืบไป เมืองเชียงคาน เมืองโบราณ บ้านไม้เก่าๆ ร้านกาแฟ มุมหนังสือเล็กๆเท่านั้น แต่กลับมีนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว เดินเที่ยวกันให้เต็มไปหมด อาจจะด้วยเพราะเมืองเชียงคานนี้เงียบสงบ บรรยากาศดี ด้วยการที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์แต่ผสมผสานกับความเป็นสมัยใหม่ที่ไม่มากจนเกินไปได้อย่างลงตัวในแบบฉบับของเชียงคาน ผู้คนที่เชียงคานก็เป็นมิตร อัธยาศัยดี และการไปเที่ยวที่เชียงคานก็ไม่แพงจนเกินกำลัง ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเชียงคานแห่งนี้ ก็จะเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น หลายๆ สิ่งที่เชียงคานอาจเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม เชียงคานจะไม่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าเราทุกคนยังคงช่วยกันรักษาความเป็นเอกลักษณ์ ดำรงวิถีชีวิตในแบบของเชียงคานสืบไป ความเป็นเชียงคานที่คงความเป็นเอกลักษณ์ได้ยาวนานกว่าร้อยปี ก็จะเป็นเช่นเดิมตลอดไป
6.น้ำตกลงรู (น้ำตกแสงจันทร์)
ที่อยู่ : ต.นาโพธิ์กลาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี
น้ำตกลงรู (น้ำตกแสงจันทร์) เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียง แหล่งต้นน้ำมาจากลำน้ำสาขาเล็กๆ ของแม่น้ำโขง ลักษณะพิเศษคือ สายน้ำตกจะตกมาจากช่องโพรงของเพิงผา บางคนเรียกว่า น้ำตกลงรู บริเวณหุบเขารอบน้ำตกมีความชุ่มชื้น มีต้นการะเกดขึ้นในลำห้วยเป็นจำนวนมาก
7.วัดป่าภูก้อน
ที่อยู่ : อ.นายูง จ.อุดรธานี
วัดป่าภูก้อน ศาสนสถานที่เปี่ยมไปด้วยความศรัทธา และความสวยงามของสถาปัตยกรรมของ วัดป่าภูก้อนแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขา ที่รายล้อมด้วยผืนป่าเขียวขจีกว่า 3,000 ไร่ ซึ่งจุดเริ่มต้นในการสร้างวัด คือ ความมุ่งหมายที่จะรักษาธรรมชาติของป่าอันสมบูรณ์ และแหล่งต้นน้ำลำธารอันอุดมสมบูรณ์เอาไว้จากการถูกบุกรุกทำลาย
ภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี” ที่สร้างเนื่องในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ พระพุทธรูปปางไสยาสน์แนวนอนความยาวกว่า 20 เมตร ที่ใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า 6 ปี และเต็มไปด้วยตำนานเล่าขาน ตั้งแต่การได้มาของหินอ่อนขาวบริสุทธิ์จากประเทศอิตาลี ซึ่งนำมาใช้เป็นส่วนของเศียรพระ รวมถึงงานแกะสลักอันวิจิตรตระการตาราวกับมีชีวิต จากนั้นแวะขึ้นไปกราบนมัสการ “องค์พระปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์” เจดีย์ที่ชั้นบนสุดเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
บริเวณวัดเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม ที่นอกจากจะเย็นใจในการได้เดินทางมาเยือนดินแดนแห่ง พระพุทธศาสนา ยังเย็นตาไปกับงานก่อสร้างอันสวยงามอลังการ ร่วมสัมผัสความสุขในดินแดนพุทธศาสนาที่เต็มไปด้วย ต้นไม้ใหญ่น้อย จากหัวใจสีเขียว ที่เปลี่ยนป่าผืนสุดท้ายแห่งอีสานตอนบน ให้กลายเป็นวัดพิทักษ์ป่าอันเขียวขจี
8.พระธาตุพนม (วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร)
ที่อยู่ : อ.ธาตุพนม จ.นครพนม
พระธาตุพนม หรือ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร วัดพระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ที่เป็นปูชนียสถานที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 1200-1400 ภายในองค์พระธาตุบรรจุพระอุรังคธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลักษณะของสถาปัตยกรรมมีแหล่งที่มาที่เดียวกันกับปราสาทของขอม และได้ทำการบูรณะ|เรื่อยมาจนในวันที่ 11 สิงหาคม 2518 เวลา 19.38 น. พระธาตุพนมได้ล้มทลายลงทั้งองค์ เนื่องจากความเก่าแก่ขององค์พระธาตุพนม และประจวบกับระหว่างนั้นฝนตกพายุพัดแรงติดต่อกันมาหลายวัน ประชาชนทั้งประเทศได้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์ และรัฐบาลได้ก่อสร้างองค์พระธาตุขึ้นใหม่ตามแบบเดิม
ในวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 3 ถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี จะมีการจัดงานนมัสการองค์พระธาตุขึ้นเป็นประจำ ทั้งนี้
9.เกล็ดพญานาคริมโขง
ที่อยู่ : อ.สังคม จ.หนองคาย
อัศจรรย์ธรรมชาติแห่งลำน้ำโขง ผลจากการที่คลื่นได้พัดพาเอาทราย และตะกอนมาทับถมรวมกัน สร้างริ้วทรายบนผืนดินชายฝั่งให้กลายเป็นลวดลายอันงดงาม ราวกับภาพวาดของพู่กันยักษ์จากมือที่มองไม่เห็น ยิ่งเมื่อเกิดขึ้นในดินแดนที่ประเพณี ความเชื่อ และศรัทธาของผู้คน ต่างเกี่ยวข้องผูกพันแห่งความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์ในตำนาน ก่อให้เกิดจินตนาการดังว่า นี่เป็นผลจากการที่พญานาคเลื้อยผ่านจนเป็นรอย “เกล็ดพญานาค” ยิ่งสร้างความพิศวงลึกลับขึ้นเป็นทวีคูณ
อย่างไรก็ตาม ความสวยงามนี้กลับถูกซ่อนไว้ใต้ผืนน้ำ เพื่อรอเวลาอันเหมาะสมที่จะเผยโฉมในยามที่น้ำเริ่มลด ลวดลายเหล่านั้นจึงค่อยปรากฏขึ้นแก่สายตา ซึ่งหากได้จากภาพมุมสูงก็จะยิ่งเห็นได้อย่างชัดเจน นับเป็นปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติที่ไม่ได้เห็นกันบ่อยนัก
การที่ได้ฉายาว่าเมือง “นาคานคร” ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเช่นนี้ จึงยิ่งตอกย้ำความเชื่อของผู้คนทั้ง 2 ฟากฝั่ง ให้ยิ่งแน่นแฟ้น แม้หลายสิ่งจะเป็นเพียงเรื่องเล่าเก่าแก่ แต่เมื่อผนวกความสวยงามของสถานที่ ความเชื่อและตำนาน ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ยิ่งทำให้เกล็ดพญานาคริมฝั่งโขงแห่ง อ.สังคม ควรค่าที่จะไปดูให้เห็นกับตาแม้เพียงสักครั้ง
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
- ช่วงเวลาเหมาะสมที่จะไปชม ควรไปช่วงฤดูหนาวหรือฤดูร้อน (ช่วงน้ำลด)
- ถ้าอยากได้ภาพมุมกว้างที่มองเห็นทั้งเกล็ดพญานาค วิวแม่น้ำโขง และทัศนียภาพของทั้งประเทศไทย และประเทศลาว ให้ขึ้นไปที่จุดชมวิวบริเวณวัดผาตากเสื้อ
10.ภูทอก
ที่อยู่ : อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ
ภูทอก ในภาษาอีสาน แปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว ตั้งอยู่ใน อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ ภูทอกนั้นจะมี 2 ลูกคือภูทอกน้อยกับภูทอกใหญ่ ส่วนของภูทอกใหญ่ยังไม่เปิดให้ประชาชนเข้าไป ส่วนภูทอกน้อยเป็นที่ตั้งของวัดภูทอกหรือ วัดเจติยาคีรีวิหาร เป็นสถานที่ที่มีความสงบ ร่มรื่น โอบล้อมด้วยธรรมชาติ แฝงด้วยเสน่ห์แห่งธรรม ที่นี่จึงเป็นอีกสถานที่ที่ผู้คนนิยมไปปฏิบัติธรรม หรือใช้เป็นมุมยึดเหนี่ยวทางใจเพื่อให้เกิดความสงบ
ที่เป็นไฮไลต์คือ ช่วงระหว่างชั้นที่ 5 จะมีสะพานหินธรรมชาติที่ทอดยาวสู่พระวิหาร อันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ระหว่างสะพานหินกับวิหารนั้นเดิมทีแยกตัวออกจากกัน แต่ปัจจุบันมีสะพานไม้เชื่อมต่อแล้ว ส่วนตัววิหารเองมีความอัศจรรย์ตรงที่เป็นก้อนหินแยกตัวออกมาจากหินก้อนใหญ่ที่เป็นฐาน แต่ยังสามารถตั้งอยู่ได้อย่างแนบแน่นและไม่ตกลงมา คล้ายๆ กับพระธาตุอินทร์แขวนที่พม่า ซึ่งมีความโดดเด่นสวยงามมาก
ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก http://travel.edtguide.com/
นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่ง ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวภาคอีสานที่สวยงามและน่าไปเยือนอีกมากมาย เที่ยวเมืองไทยไม่ไปไม่รู้นะค่ะ

















ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น